2008/Apr/23

ไม่ได้เข้ามาอัพนานนนนนมากจริงๆๆ หลังจากที่บอกว่ายุ่งเมื่อครั้งก่อน ความวุ่นวายก็ยังคงมีต่อไปอีกสักพัก เลยไม่ได้เข้ามาอัพ blog เลย พอเข้ามาก็เริ่มรู้สึกจะได้กลิ่นเค็มๆซะแล้วล่ะ  และที่สำคัญคือใกล้ถึงกำหนดครบรอบของการมี blog ขอตัวเองเป็นปีที่ 2 แล้ว ก็ยังไม่ทิ้ง blog นี้ไปไหน เพียงแต่ว่าอาจจะไม่ค่อยได้เข้ามาอัพเท่าไหร แบบว่าไม่ค่อยว่างจริงๆ

ก่อนหน้านี้ได้อ่านบทความดีๆในเน็ตนี้แหละ ก็เลยคิดว่าวันนี้ก็จะเอามาลงให้อ่านกันน่ะ เพื่อนบางคนอาจจะเคยอ่านกันมาบ้างก็ได้ แต่เอาเป็นว่ามันเป็นบทความที่มีความหมายที่ดีที่เดียว ลองไปอ่านกันดูน่ะจ๊ะ

..........................................................

 

แม่ของผมเคยถามผมว่า ส่วนไหนของร่างกายที่สำคัญที่สุดตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ผมได้ทายสิ่งที่ผมคิดว่ามันเป็นคำตอบที่ถูกเมื่อตอนผมยังเป็นเด็กเล็ก

ผมเคยคิดว่า เสียงเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดสำหรับเราในฐานะที่เป็นมนุษย์ดังนั้น ผมจึงบอกว่า "แม่ มันคือ หู "

แต่แม่บอกว่า "ไม่ใช่จ้ะ คนจำนวนมาก หูหนวกแต่ก็ยังอยู่ได้" ลูกลองคิดดูไปก่อนนะแล้วเร็ว ๆ นี้แม่จะถามลูกใหม่นะ 

หลายปีผ่านไปก่อนที่แม่จะถามผมเรื่องนี้อีกครั้งตั้งแต่ที่ผมทายผิดครั้งแรก

 ผมก็พยายามครุ่นคิดหาคำตอบที่ถูกต้องตลอดมา และในตอนนี้ผมบอกกับแม่ว่า

"แม่ การมองเห็น สำคัญมากสำหรับทุกๆ คน ดังนั้นมันต้องเป็นตาของเราแน่เลยที่สำคัญที่สุด"

แม่มองมาที่ผม และบอกกับผมว่า "ลูกเรียนรู้ได้เร็วมาก แต่ว่าคำตอบยังไม่ถูกจ้ะ

เพราะว่า ยังมีคนมากมายที่ตาบอด แต่ก็ยังอยู่ได้"

ผมอึ้งไปอีกครั้ง แต่ผมก็ยังคงพยายามค้นคว้าหาความรู้ต่อมาอีกหลายปีและแม่ก็ยังคงถามผมอีกหลายครั้ง

และทุกครั้ง คำตอบของแม่ก็คือ "ไม่ใช่จ้ะ แต่ลูกก็ฉลาดขึ้นทุก ๆ ครั้งนะจ๊ะลูกรัก" 

จนเมื่อปีที่แล้ว ปู่ของผมตายลง ทุกคนในบ้านเศร้าใจกันมาก ทุกคนร้องไห้

แม้แต่พ่อของผมก็ร้องด้วยผมจำได้ดีเพราะว่า มันเป็นเพียงครั้งที่สองที่ผมเห็นพ่อร้องไห้แม่มองมาที่ผม

 ตอนที่เรากล่าวคำอำลาครั้งสุดท้ายต่อคุณปู่ แล้วแม่ก็ถามผมว่า

"ลูกรู้หรือยังส่วนไหนของร่างกายเราสำคัญที่สุด ลูกรัก ?"

ผมรู้สึกงุนงง ที่แม่ถามผมตอนนี้ ผมคิดตลอดมาว่าคำถามนี้เป็นเกมส์ระหว่างผมกับแม่ แม่มองเห็นสีหน้ามึนงงของผม

 และก็บอกว่า"คำถามนี้สำคัญมากลูก มันแสดงให้เห็นความจริงในชีวิตของเรา"

สำหรับอวัยวะต่าง ๆ ที่ลูกเคยบอกกับแม่ว่าสำคัญในอดีตที่ผ่านมาและแม่ได้บอกกับลูกว่ามันผิดมาตลอด

พร้อมกันนั้นแม่ก็ได้ยกตัวอย่างให้ลูกฟังว่าทำไมมันถึงผิด

แต่ว่าวันนี้เป็นวันที่ลูกจะได้เรียนบทเรียนที่สำคัญที่สุดแม่ ก้มลงมองมาที่ผม ด้วยความรู้สึกลึกซึ้งอย่างที่แม่คนนึงจะทำได้

ผมเห็นตาแม่เอ่อด้วยน้ำตา และแม่ก็พูดว่า "ลูกรักส่วนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของลูกก็คือ "บ่า"จ้ะ"

ผมถามแม่ว่า "เป็นเพราะว่ามันคอยรองรับหัวของเราไว้ใช่มั้ยครับ?

"แม่ตอบว่า "ไม่ใช่จ้ะ แต่เป็นเพราะว่ามันสามารถรองรับศีรษะของเพื่อนของเราหรือ คนที่เรารักเมื่อยามที่เค้าร้องไห้

"คนเราทุกคนต้องการบ่าใครซักคน ไว้คอยซบยามร้องให้ในบางช่วงเวลาของชีวิตลูกรักแม่เพียงแต่หวังว่าลูกจะมีเพื่อนและ

คนรัก ที่จะมีบ่าพร้อมที่จะให้ลูกซบตอนร้องไห้ยามเมื่อลูกต้องการตรงนั้นเองที่ผมได้รู้ว่า

สิ่งสำคัญที่สุดของร่างกายเรา คือการไม่เห็นแก่ตัวและมันคือความรู้สึกร่วมรับรู้กับความเจ็บปวดของคนอื่น 

คนเราอาจจะลืม สิ่งที่คุณพูด.......คนเราอาจจะลืมสิ่งที่คุณทำ.........แต่ไม่มีใครลืม สิ่งที่ทำให้เค้า "รู้สึก" ได้...... 

 

 

 

ปล.ตอนนี้เรากำลังเริ่มที่จะกลับมาเขียนนิยาย หรือว่าเรื่องสั้นอีกครั้งดู แล้วจะเอามาลงให้อ่านกันน่ะจ๊ะ แต่อาจจะนานหน่อยน่ะเรื่องที่เอามาลง ไม่อยากบอกเลยว่ามีเรื่องที่แต่งค้างไว้แล้วยังไม่ได้เขียนเพิ่มอกเลยอยู่เหมือนกัน สงสัยคงต้องไปปัดฝุ่นหน่อยแล้วสิเรา

edit @ 23 Apr 2008 16:31:44 by earth

edit @ 23 Jun 2008 13:28:18 by earth

edit @ 23 Jun 2008 13:28:31 by earth

2008/Mar/17

ห่างหายไปนานกับการเข้ามาเยี่ยมบล็อคของตัวเอง

ที่หายไปเพราะว่างานยุ่งมากจริงๆ มีเรื่องต้องให้คิดเยอะแยะไปหมด

ตอนนี้ปัญหาหลายๆอย่างที่ผ่านเข้ามาก็คลี่คลายไปได้เยอะเลย

ทำให้เรากลับมาอยู่ในโหมดชีวิตที่ปกติสุขสักที เฮย! หายเหนื่อยไปเยอะเลยเรา

ชีวิตการทำงานก็อย่างนี้แหละมีเรื่องต้องให้คิดให้แก้ไขไปวันๆ

ไม่สามารถที่จะคาดเดาได้ว่าจะมีเรื่องอะไรเข้ามาบ้าง

เรื่องงานน่ะไม่เท่าไร ถ้าหาทางออกได้ก็จะไม่มีอะไรที่แก้ไม่ได้

ส่วนเรื่องส่วนตัวนี้สิ ที่ต้องมาคอยรับรู้รับทราบความคิดของคนอื่นๆ

ซึ่งบางครั้งเราก็ไม่อยากที่จะสนใจ

เราเป็นคนที่ไม่ชอบให้ใครมาช่วยเหลือ ไม่ใช่ว่าจะหยิ่งอะไรหรอกน่ะ

แต่เราคิดว่าเราควรจะพยายามให้ได้ด้วยความสามารถของตัวเองก่อนดีกว่า ก่อนที่เราจะไปพึ่งพาคนอื่น

เราไม่อยากให้ใครเดือดร้อนเพราะเรา มันเป็นวิถีชีวิตของเราเองที่เราต้องเจอ

ไม่มีใครจะมารู้ดีไปกว่าเราอีกแล้ว

คนเรามีเส้นทางชีวิตที่แตกต่างกัน อยู่ที่ว่าเราจะเลือกไปทางไหนที่เหมาะกับเรา

ซึ่งบางทีมันอาจใข้เวลาทั้งชีวิตที่จะค้นหามันก็ได้ 

ฉะนั้นไม่ว่าคนรอบข้างเราเขาจะก้าวไปเร็วกว่าเรา แต่เราคิดเสมอว่า จุดหมายปลายทางนั้นก็ต้องเหมือนกัน

เราอาจจะไปช้ากว่าคนอื่นๆ แต่ทุกก้าวที่เราเดินไปนั้นเรามั่นใจว่ามันมั่นคง

จังหวะชีวิตและโชคชะตาเราไม่สามารถคาดเดาได้

แต่ปัจจุบันเราทำให้ดีเพื่ออนาคตได้แน่นอน

เมื่อเราคิดดีทำดี เราย่อมได้รับผลดีตอบแทนแน่นอน

มันอาจจะไม่ทันใจแต่ว่าสิ่งดีๆเหล่านั้นจะต้องเข้ามาในชีวิตของเราในวันหนึ่ง

ยิ้มรับกับทุกสิ่งที่เข้ามา และตั้งมั่นด้วยสติอยู่เสมอ รับรองได้ว่าไม่มีอะไรที่เราจะหาทางออกไม่ได้

 (^ - ^) (^ - ^) (^ - ^) (^ - ^) (^ - ^) (^ - ^) (^ - ^ )

edit @ 17 Mar 2008 13:54:17 by earth

2008/Feb/20

วันนี้ มีบทความดี ๆ จาก คุณศิรวัฒน์ ลิปิพันธ์ ให้สัมภาษณ์ไว้นในหนังสือ แอล ฉบับเดือนกรกฎาคม เป็นบทความดี ที่ให้แง่คิดเกี่ยวกับชีวิตของคน เราลองอ่านดูนะ

 "ชีวิตของคนเราก็เปรียบเสมือผืนผ้า  ผ้าที่ถูกถักทอด้วยเส้นด้ายหลากชนิด บางตอนก็เป็นผ้าไหมเนื้อดี เส้นไหมราบเรียบ สวยงาม แต่บางตอนกลับถูกถักทอด้วยเส้นด้ายเนื้อหยาบ มีขมวดปุ่มปมให้คอยแก้อยู่เรื่อยไป เส้นทางบนผ้าผืนนี้ อาจไม่ใช่เส้นทางที่สะดวกนักสำหรับผู้สัญจร เส้นทางสายชีวิตของคนเราอาจแลดูไม่สวยงามนัก อันที่จริงก็เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตของคนเราที่ต้องพบทั้งความสุขความทุกข์ปะปนกันไป ความสุขที่ได้เจอก็เมือนผืนผ้าส่วนที่ถักทอด้วยผ้าไหมชั้นดี ส่วนความทุกข์นั้นก็เป็นส่วนที่ถักด้วยด้ายหยาบๆ มีอุปสรรค ปุ่มปมมากมายให้แก้ไข จนทำให้เราเหนื่อยจนไม่ปรารถนาจะก้าวต่อไป แต่ความจริงแล้ว ทางสายไหมเปรียบได้ดั่งกำไรแห่งชีวิต เป็นส่วนที่ให้เราพักกายพักใจ เพื่อสะสมกำลังไว้ให้พร้อมที่จะได้นำไปใช้ในส่วนททางสายเนื้อหยาบนั้น
เส้นทางสายหยาบๆนั้น อาจเหมือนการขาดทุนของชีวิต แต่ความขาดทุนนี้ ทำให้เราได้เรียนรู้อุปสรรคและปัญหาก้คือบทเรียนอันยิ่งใหญ่ เป็นคำสอนให่เราทั้ง เรียน และ รู้ การดำรงอยู่ในสังคมอย่างกล้าแข็ง และสง่างาม แม้หนทางภายหน้าจะมีขมวดปมก็มิใช่อุปสรรคอันยิ่งใหญ่ต่อไป เพราะที่ผ่านมาปุ่ม ปม เหล่านั้นทำให้เราได้เรียนรู้ และคอยยำเตือน เมื่อเส้นด้ายขมวดปมก็ย่อมถูกคลายและแก้ออกได้ ทุกอุปสรรคล้วนมีทางแก้ไข ขอเพียงมุ่งมั่นอย่ายอมแพ้

 ไม่ว่าเส้นทางบนผืนผ้าจะมีระยะทางไกล้ไกลอีกสักเพียงใด ทุกสิ่งที่เราพบล้วนน่าอัศจรรย์ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนเป็นบทเรียนบนเส้นทางชีวิตบนผ้าผืนนี้"

 

ปล.ช่วงเจ้าของบล็อกก็รู้สึกเหนื่อยมากทั้งกายและใจ ทำให้อาจจะไม่ค่อยได้เข้าไปเม้นท์ใคร และก็ไม่ค่อยได้ลงเรื่องดีๆมาให้อ่านกัน แต่ก็จะพยายามเข้าไปทักทายเพื่อนๆบ้าง อยากบอกทุกคนว่าอุปสรรคที่เข้ามาในชีวิตเรานั้นอาจะเป็นบทพิสูจน์อะไรบ้างอย่างสำหรับเราก็ได้น่ะ เจ้าของบล็อกพยายามคิดอย่างนั้นเพื่อให้เกิดความสบายใจ เพื่อนๆก็ลองคิดดูแล้วกันน่ะ  

edit @ 20 Feb 2008 10:05:33 by earth